Artit 的个人资料SuLpHurEx照片日志列表更多 工具 帮助

ChoatsujjanunT Artit

职业

SuLpHurEx

5月6日

สวัสดีชาวโลก

สวัสดีชาวโลก
 
นี่คือการอัพสเปซ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
จบ
 
 
 
 
4月27日

นิทานก่อนนอน

 
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...
 
ชายคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้นหญ้าอันนุ่มนวลปลดปล่อยอารมณ์พลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
เขามองขึ้นไปบนฟ้าเห็นดวงดาวระยิบระยับสวยงาม
เขามองไปที่ดวงจันทร์ดวงกลมโตทอแสงนวลงดงามยิ่งนัก
ความงดงามของดวงจันทร์ทำให้เขาใฝ่ฝันว่าซักวันหนึ่งเขาต้องได้เธอมาครอบครอง 
 
เวลาผ่านไปไม่นานเขาเริ่มสังเกตุเห็นว่า
ดวงจันทร์ค่อย ๆ คล้อยต่ำลงมา เรื่อย ๆ เรื่อย ๆ
จนทำให้บังเกิดความคิดบางอย่างเข้ามาในหัวของเขา
 
ความจริง...ดวงจันทร์ก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลอย่างที่เขาเคยคิด
 
เขามองไปที่ดวงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่บนยอดเขาห่างไปไม่ไกลจากตัวเขา
เขาคิดในใจ
แค่ข้ามเขาไปก็เจอดวงจันทร์แล้วซินะ
 
เขาไม่รีรอลุกขึ้นมา
เขาเริ่มเดิน เดิน เดิน เดินไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ
 
เขาเริ่มสังเกตุเห็นว่าพระจันทร์ดวงนั้น
ค่อย ๆ ตกลงมา ค่อย ๆ เข้ามาใกล้จนแทบจะลับไปหลังยอดเขา
 
ยิ่งเขาได้เห็นดวงจันทร์คล้อยต่ำลงมาเท่าไหร่เขายิ่งรู้สึกมีความหวังมากขึ้นเท่านั้น  
แต่อีกความคิดหนึ่งเขาก็คิดว่า ถ้าหากเขามัวแต่ชักช้าดวงจันทร์อาจจะหนีหายไปหรืออาจมีใครมาเอาเธอไปก่อน
 
เมื่อเขาคิดได้ดังนั้น
เขาเริ่มก้าวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ
จนกระทั่งเขาเปลี่ยนจากการเดินเป็นการวิ่งโดยไม่รู้ตัว
เขาวิ่งไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
 
วิ่งไป ๆ
จนกระทั่งเขามาถึงยังยอดเขา
เขามองไปที่ดวงจันทร์ดวงเดิม
แต่สิ่งที่เขาเริ่มสังเกตุได้เมื่อเขาหยุดวิ่ง
เขาพบว่า ดวงจันทร์ยังคงห่างจากเขาเท่าเดิม
และดวงจันทร์ไม่ได้ตกลงที่หลังเขาลูกนี้
หากแต่ว่ามันกลับไปอยู่บนยอดเขาลูกถัดไปซึ่งอยู่ห่างออกไปอีก
 
เขาเหนื่อย
แต่เขาบอกตัวเอง
เขาวิ่งมาไกลขนาดนี้แล้ว จะวิ่งต่อซักนิดจะเป็นอะไรไป
ว่าแล้วเขาจึงเริ่มวิ่งอีกครั้ง
เขาพยายามวิ่งให้เร็วกว่าเดิมเพราะเขาตระหนักดีว่า
อีกไม่นานดวงจันทร์ที่เขาหมายปอง กำลังจะลับขอบฟ้าไป
เขาวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ   
แต่สิ่งที่เขาได้พบ คือ ไม่ว่าเขาจะวิ่งไปไกลแค่ไหนหรือเร็วเท่าไหร่
เธอก็กลับวิ่งหนีเขาไปด้วยความเร็วเท่า ๆ กัน
 
แต่เขาไม่สนใจ เขายังคงวิ่งต่อไปด้วยความหวัง
ความหวังอันยิ่งใหญ่ หากแต่ว่ามันช่างดูริบหรี่
 
ในขณะเดียวกัน ดวงจันทร์ก็ค่อย ๆ คล้อยต่ำลง
เขายิ่งเร่งฝีเท้าขึ้นให้เร็วกว่าเดิม
 
เขาเหนื่อย เขาล้า เขาหอบ แต่ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้เขาหยุดหรือลดความเร็วลง
เขาวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง
 
เขาวิ่งอย่างลืมเป็นลืมตาย
เขาไม่สนใจร่างกายของเขา
เขาคิดแต่จะวิ่งให้ทัน จนลืมไปว่า สถาพร่างกายของเขาทนได้แค่ไหน
และทันใดนั่นเอง
 
เขาล้มลง
 
เขาพยายามที่จะลุกขึ้นเพื่อวิ่งต่อไป
แต่ทว่า ร่างกายของเขากลับต่อต้านสิ่งที่เขาจะทำต่อไป
เขาลงไปนอนที่พื้นอีกครั้ง
เขาได้แต่มองดวงจันทร์ที่เขาใฝ่ฝันลับขอบฟ้าไปโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป
 
เขาหลับตาลง
แสงอาทิตย์ของวันใหม่ค่อย ๆ สาดส่องมาจากอีกด้านหนึ่งของขอบฟ้า
เขายังคงนอนนิ่งต่อไปในใจยังคงครุ่นคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา
 
ตราบใดที่เขายังคงยืนอยู่บนพื้นโลก เขาไม่มีทางที่จะได้ดวงจันทร์ดวงนั้นมาครอบครอง
แต่อย่างไรก็ตาม...เขาก็ยังจะนอนรอต่อไป
รอเวลาที่ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า
และรอเวลาที่ดวงจันทร์ดวงนั้นจะกลับมา ให้เขาได้ชื่นชมในความงามของเธออีกครั้ง
อย่างน้อยเขาก็ยังมีความสุขที่ได้ชื่นชมเธอ อยู่ห่าง ๆ
และเขาจะไม่วิ่งตามเธออีกต่อไป 
 
...แม้ว่าดวงจันทร์ดวงนั้นจะต้องจากเขาไปทุกคืนก็ตาม... 
 

ปล.
1.บล๊อกที่ 2 ของ"เธอ"
2.ทุกอย่างในโลกล้วนเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันทุกเหตุการณ์ย่อมเชื่อมโยงซึ่งกันและกันจงมองและทำความเข้าใจมัน
3.ไร้เหตุผล ไร้ที่มา ไร้ที่ไป(ไม่ใช่ชื่อmsnป้าเบิร์ดนะ)
4.Special THanKs To...
ป้าเบิร์ด หวี ขน โอม ส้ม เป็ด ช้าง ออฟ แอร์ ชิ่ง หม่อง แมรี่ โย่ง ต๊าป เก๋ ปุ่น เต๊าะ ตั้ง พี่บอล ถิ
 
3月26日

เสม็ด เสม็ด เสม็ด

 
และแล้วก็ผ่านไปกับทริปเสม็ดกับเพื่อน ๆ ชาวเรา
เวลา 3 วันช่างผ่านไปรวดเร็วราวกับนั่งสปีดโบ๊ท(ตอนขาไป)ยังไงยังงั้น
 
มีหลายเรื่องที่ได้รู้เพิ่มขึ้นในทริปนี้ เช่น...
  • อาหารทะเลที่ทะเลไม่จำเป็นต้องถูกกว่าอาหารทะเลที่แผ่นดิน
  • เหล้าเก็บนาน ๆ ก็ไม่ได้ดีขึ้นเสมอไป
  • ยังมีคนที่นั่งมองหาพระอาทิตย์ตกโดยไม่รู้ว่าพระอาทิตย์กำลังตกอยู่ด้านหลังตัวเอง
  • คนที่เดินไปแล้วบอกจะซื้อเบียร์แต่กลับมาพร้อมกับขวดไวตามิลค์ ไม่ได้มีแค่ในหนัง
  • เป็นคนไทยจะเหยียบประเทศไทยก็ต้องเสียตังค์ด้วย
กลับสู่กรุงเทพ
กลับสู่ชีวิตปกติ
กลับมาลุยงานกันต่อ
 
โดนลากไปตอนที่กำลังทำงาน
กลับมาก็ต้องเริ่มงานชิ้นใหม่
 
ชีวิตวนเวียนยังไม่ได้ปิดเทอมก็เปิดซัมเมอร์อีกแล้ว
 
เกรดยังไม่ทันออกก็โดน F ไปตัวนึงแล้ว
 
จบปี 3 ปีหน้าปี 4 อีกปีเดียวก็จบแล้ว
 
เฮ้ออออ
ชีวิต...ผ่านไปเร็วจริง ๆ
 

 
ปล.
1.บ่นไปงั้นแหละ
2.ใครเป็นคนตั้งกฏวะว่ากลับจากไปเที่ยวต้องกลับมาอัพสเปซเนี่ย
3.สงกรานต์ไปเชียงใหม่กันเถิดหนาชาวเรา
4.ใครเล่นไวโอลินเป็นติดต่อด่วน ซื้อมาแต่ไม่รู้วิธีเล่น
5. http://www.wbstoday.com/home/index.php อยากรู้ว่าอะไรคลิกเข้าไปดูได้ครับ
6.ช่วงนี้เป็นช่วงเสม็ดฟีเวอร์ ใคร ๆ ก็ไปเสม็ด
 
12月17日

การล่มสลายของ O DaY

วันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นกำหนดของวันโอเดย์
กำหนดการที่ได้กำหนดไว้ในตอนแรกคือจะออกเดินทางตอนเวลา 16.00น.เนื่องจากต้องรอความพร้อมของทุกคน
แต่เมื่อถึงเวลาจริงหลายอย่างก็ต้องเปลี่ยนไป
คุณช้างต้องไปเช็คซาวด์ตอนบ่าย 3
ส่วนตัวผมเองต้องอยู่ดูหนังที่ถ่ายในวิชาถ่ายทำซึ่งเริ่มฉายตอนบ่าย 3 โมง
 
คนกลุ่มหนึ่งซึ่งเลิกเรียนตั้งแต่เที่ยงที่ตอนแรกนัดว่าจะไปด้วยกัน
จึงเดินทางไปก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่รู้จะรอไปทำไม 
 
ครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวกับการที่ผมไม่ต้องการเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ปรับทุกอย่างเข้าหาตัวเอง
ผมจึงไม่รั้งพวกเขาไว้แล้วปล่อยให้เขาไปกันเอง
 
เหลือไว้เพียง ผมกับป้าเบิร์ดผู้เป็นคนริเริ่มในการจัดวันดังกล่าว
 
หลังจากนั้นพวกผมซึ่งเหลือกันอยู่ไม่กี่คน ได้แก่ ผม ป้าเบิร์ด โอม ส้ม เป็ด จึงตกลงกันไปสยาม
แล้วไปกิน sizzler ด้วยกัน
 
กินกันอิ่มหนำสำราญผมจึงบิ๊วป้าเบิร์ดไปต่อกันที่ Brick Bar ที่ข้าวสาร
ว่าแล้วก็พากันไปสมทบกับเหล่าสมาชิก อันได้แก่ พี่ปอนด์ โมโม่ ไอ้ช้าง ตั๊ก ต๊าป เอก
หลังจากนั้นไม่ต้องคิดมาก ซัดเหล้าแล้วก็ม่วนกระจาย พี่โป้ โยคีเล่นได้เด็ดจริง ๆ
เท่านั้นไม่พอยังโชคดีได้เหล้า Ben More มาฟรีขวดนึง ถือเป็นลาภลอยโดยแท้
 
ก่อนกลับมีคนมาขอเบอร์ป้าเบิร์ด บอกว่าอยู่นิติธรรมศาสตร์ แหม ป้าเบิร์ดเสนียดเอ้ย!!!สเน่ห์แรงอีกตามเคย
หลังจากนั้นนั่งแท๊กซี่ไปนอนบ้านไอ้ต๊าป คุยกะไอ้ตั๊กเกือบถึงเช้า
เป็นอันจบโอเดย์ประจำปี 2548 ไปเป็นที่เรียบร้อยเรียบร้อย
 
 
ถึงแม้คำว่าโอในโอเดย์จะมาจากคำว่าโออิชิ
แต่โอเดย์ปีนี้ก็จบลงโดยที่ไม่ได้ไปโออิชิ
แต่ถึงยังไงผมก็ยังรู้สึกดีที่ได้กิน sizzler กับทุกคนที่ผมอยากร่วมโต๊ะด้วย
ไป Brick Bar กับทุกคนที่ผมอยากเจอ กินเหล้าด้วยกัน สนุกสนานด้วยกัน
อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการได้ไปกินโออิชิแต่ต้องไปกับบางคนที่ผมไม่อยาก...แม้แต่จะมองหน้า
 
 
ค่ากินโออิชิเสียเงิน 335 บาท
แต่ผมไป 2 ที่เสียเงิน เกือบ ๆ 400 บาท
แม้ว่าสิ่งที่ได้กลับมาอาจไม่ใช่ซาซิมิแซลม่อน ไม่ใช่ซูชิหรืออาหารทะเล 
 
หากแต่เป็นความสุขกับการที่ได้อยู่กับคนที่อยากอยู่ด้วยจริง ๆ
 
การที่ได้รู้ว่าความสุขของการสังสรรค์ไม่ได้สำคัญที่ว่าเราไปที่ไหน
หากแต่มันสำคัญที่ว่าเราไปกับใคร
 
การได้เห็นความแตกต่างระหว่างคนแบบหนึ่งกับคนอีกแบบหนึ่ง
 
แม้ว่าโอเดย์ปีนี้จะจบลงโดยไม่ได้ไปโออิชิ
แต่ผมก็มีความสุขกับวันนี้และเชื่อว่าวันนี้จะเป็นอีกวันหนึ่งในหลายวันที่ผมจะไม่มีวันลืม
 
"เบิร์ด...มึงไป กูไป"  
 
 
ปล.
1.คาดว่าโอเดย์คงถึงการล่มสลายอย่างถาวร
2.Every Friday at Brick Bar
3.ประโยชน์ของการมีคนชั่วบนโลกก็คือทำให้เรารู้สึกว่าคนปกติคือคนดี
4.ความสุขของหน้าหนาวไม่ได้อยู่ที่อุณหภูมิหากแต่ว่ามันอยู่ที่กลิ่นและบรรยากาศ หน้าหนาวมีปีละหนรีบ ๆ ตักตวงไว้นะครับ
 
11月5日

สุนัข

 
ช่วงกลางเดือนมีนาคม พ.ศ.2548 เป็นวันแรกหลังจากปิดเทอมที่นายอาทิด กลับถึงบ้าน
หลังจากอยุ่หอติดต่อกัน 2 เดือนเต็ม
 
เขาสังเกตเห็นว่าทุกอย่างในบ้านยังคงเหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องน้ำ ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ
แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป คือ แฮม หมาบางแก้วตัวหนึ่งลูกหมาตัวเล็ก ๆ วัยกำลังน่ารักน่าชัง ที่เพิ่มเข้ามาเป็นสมาชิกตัวใหม่ในบ้าน
 
แฮมเป็นที่รักของพ่อแม่และพี่ ๆ ของเขามากเนื่องจากเป็นหมาที่ตอแหล ประจบเอาใจเก่ง ถึงแม้จะดื้อไปซักนิด
แต่มันก็ทำให้คนในครอบครัวของเขาหลงเจ้าหมาตัวนี้อย่างมาก
 
แฮมทำให้หลาย ๆ อย่างในบ้านเปลี่ยนไป
แฮมทำให้ทุกอาทิตย์ต้องไปเดิน Jusco เพื่อซื้ออาหารหมา
แฮมทำให้ไม่กล้าไปเที่ยวต่างจังหวัดนาน ๆ
แฮมทำให้ที่บ้านต้องกินซี่โครงหมู ไก่ย่างติดต่อกันเพื่อจะเอากระดูกให้มันแทะ
 
แม่ของเขารักมันมาก แม่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับแฮม
 
วันหนึ่งแม่จะไปทำธุระที่ระยอง
แม่เรียกเขามาคุยด้วย
 
"ซัน เดี๋ยวม้าจะไม่อยู่ ตอนเย็นนี้นะ อย่าลืมทำกับข้าวให้แฮมล่ะเอาตับไปผัดแล้วใส่น้ำมันหอย
แล้วผสมอาหารหมาลงไปกำนึง จำไว้นะอย่าใส่เกลือเดี๋ยวขนมันร่วง แล้วก็อย่าใส่น้ำปลาด้วยเพราะมันไม่ชอบกิน
เออ เดี๋ยวม้าไประยองจะเอาอะไรมั๊ยเดี๋ยวซื้อมาฝาก เอาทุเรียนละกัน"
 
"ม้าเคยเห็นซันกินทุเรียนเหรอตั้งแต่เกิดมา"
 
"อืมม จำไม่ได้"
 
.........................................
 
ครับ
แม่เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับแฮม
 
........................................
 
ยังครับ
เรื่องยังไม่จบ
วันหนึ่งขณะที่นายอาทิดกำลังนั่งกินข้าวพร้อมกับดูทีวีอยู่ในบ้าน
 
ทันใดนั้นเอง
เขาได้ยินเสียงแม่ของเขาเรียกด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน
"ซันเอ้ยย ซันมากินข้าวเร็วลูกกก"
 
เป็นน้ำเสียงที่อ่อนหวานที่สุดที่เขาเคยได้ยินนับตั้งแต่เขาเข้าเรียนป.4มาจนถึงปัจจุบัน
เขาตอบกลับไป
"กินอยู่ไงม้า"
แต่แม่ของเขาก็ยังคงร้องเรียกเขาต่อไป จนเขารู้สึกสงสัย
เขาจึงค่อย ๆ เดินออกมาดู
 
ภาพที่เขาเห็น
 
แม่ของเขาถือจานอาหารของไอ้แฮม เรียกชื่อเขาอยู่
แม่ของเขายังคงไม่รู้ตัวและยังคงร้องเรียกต่อไป "ซันเอ้ยยยซันนนนน"
 
เขาเซ็ง แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น
 
ไอ้แฮมวิ่งมาจากหลังบ้านเข้ามาหาแม่ของเขา
มันกระดิกหางแสดงความดีใจ ในขณะที่แม่ก็เอาข้าวให้มันกิน
 
มันรู้ได้ยังไงว่าแม่เรียกมัน ตกลงมึงชื่อซันใช่มั๊ย แล้วตกลงกูชื่ออะไร
คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัว นี่ต้องไม่ใช่ครั้งแรกที่แม่เรียกมันอย่างนั้น
 
"เมื่อกี้ม้าเรียกมันว่าอะไรนะ"
เขาตะโกนถามแม่จากข้างหลัง แม่เขาหันมาตอบในทันใด
 
"ก็แฮมไง"
 
.........................................
 
เขาเดินกลับเข้ามาในบ้านความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัว
เขาได้แต่พร่ำบอกตัวเองซ้ำ ๆ
 
"เอาวะ เห็นหมาเป็นกู ก็ยังดีกว่าเห็นกูเป็นหมาแหละวะ"
 
.......................................
 
แฮมเป็นเหมือนกับสมาชิกในบ้านอยู่พักหนึ่ง
 
แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตากลับพลิกผัน
เมื่อแฟนสาวของพี่ชายของเขาได้ให้หมามาตัวหนึ่งเป็นหมาปอมสีน้ำตาลเข้มตัวเล็กน่ารัก
ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า "เกี๊ยวซ่า"
 
หลังจากนั้นบทบาทของแฮมก็เปลี่ยนไป
หลังจากการมาของเกี๊ยวซ่า แฮมก็กลายเป็นหมาตกกระป๋อง ไม่มีใครอยากเล่นด้วย
แฮมแสดงท่าทางอิจฉาเกี๊ยวซ่าอย่างเห็นได้ชัด
 
เกี๊ยวซ่า ได้รับอภิสิทธิ์ในการเข้ามาอยู่ในบ้านได้ เนื่องจากเป็นหมาตัวเล็ก
เกี๊ยวซ่า มีคนเล่นกับมันตลอดเวลาเพราะรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู
เกี๊ยวซ่า มีโรคประจำตัวไม่สามารถนอนในห้องแอร์ได้ พี่สาวถึงกับยอมปิดแอร์นอน เพื่อให้มันมานอนในห้อง
เกี๊ยวซ่า เป็นที่รักของทุกคน
 
แม้ว่าเขาจะรู้สึกสะใจในการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้ แต่ลึก ๆ ในใจเขาก็อดที่จะสงสารมันไม่ได้
 
จนกระทั่งวันหนึ่ง
มีญาติมาเยี่ยมบ้านจากเชียงใหม่และต้องนอนค้างที่บ้าน
 
พี่สาวของเขาเดินเข้ามาบอกเขา
"ซัน เดี๋ยวให้โกวนอนห้องซันนะ เพราะห้องเจ้ไม่เปิดแอร์เดี๋ยวเกี๊ยวซ่าไม่สบาย"
"อ้าว แล้วซันล่ะ"
"ไปนอนห้อง ป๊าม้าไง"
"อ้าว แต่มันไม่มีเตียงแล้วนะ"
 
"เอาถุงนอนไปปูซิ"
 
.............................................
 
เขานั่งอยู่ในสวนที่บ้าน แฮมเดินเข้ามาหาเขานั่งลงข้าง ๆ
เขาหันไปมองหน้าแฮม ความคิดบางอย่างเกิดขึ้นในหัวเขา
 
บางที...ที่มนุษย์เรามองหมาด้วยความสงสาร
บางที...มันก็อาจจะกำลังสงสารเราอยู่ก็ได้ 
 

 
ปล.
ไม่มีปล.
 
11月2日

แมลงสาบ Part II

ครับ จากความเดิมเมื่อตอนที่แล้วที่ได้กล่าวไว้ถึงมหันตภัยของเหล่าแมลงสาบตัวจ้อยกันไปแล้วนะครับ
มาถึงคราวนี้ก็จะกล่าวถึงเรื่องราวของกลยุทธและการกำจัดแมลงสาบครับ
 
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกับเจ้าแมลงสาบก่อนนะครับ
 
 
การโจมตี
 
การโจมตีของแมลงสาบจะมี 2 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่
 
การบินโจมตี
การบินโจมตีเป็นท่าไม้ตายที่แมลงสาบส่วนใหญ่จะใช้เมื่ออยู่ในที่สูงซึ่งเป็นสมรภูมิอันได้เปรียบของมัน การบินของแมลงสาบ เป็นการบินที่ใช้หลักการเคลื่อนที่แบบไม่ตายตัว นั่นคือต่อให้คุณมีพ่อเป็นไอน์สไตน์คุณก็ไม่สามารถคำนวณทิศทางการบินของแมลงสาบได้ มันจะบินซ้ายทีขวาที หลอกล่อให้คุณตายใจ แล้วจะลงจอดลงบนตัวหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของคนที่กลัวมันมากที่สุด การบินของแมลงสาบจะมีลักษณะน่าขยะแขยงเฉพาะตัวที่สัตว์ชนิดอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ส่วนนี้จึงเป็นส่วนที่น่ากลัวที่สุดของมัน เคยแอบไปคิดเล่น ๆ ว่าที่ใต้ปีกของมันอาจจะมีสารอะไรบางอย่างเก็บไว้พอมันกระพือปีกมันก็หลั่งสารเคมีเหล่านี้ออกมากระตุ้นต่อมบางต่อมของคนให้รู้สึกขนลุก ขยะแขยง
 
การวิ่งเข้าหา
เมื่ออยู่ในสภาพที่จวนตัว แมลงสาบมันจะรวบรวมความกล้าและพลังเฮือกสุดท้ายวัดใจกับศัตรูของมัน โดยการวิ่งเข้าหาตัวผู้ที่จะเข้ามาทำร้ายมัน ถ้าใครเผลอ คุณจะโดนขาอันน่าขยะแขยงของมันไต่ขึ้นมา การเคลื่อนไหวอันน่าขยะแขยงของมันจะทำให้คุณสยองไปนาน ซึ่งระหว่างนั้นมันก็จะถือโอกาสหนีไป แต่ถ้าโชคร้ายไปเจอคนใจเด็ด ๆ มันก็จะโดนเหยียบเละไปก่อนที่มันจะเข้าถึงตัว วิธีนี้จึงมีข้อเสียมาก ถ้าไม่จะเป็นจริง ๆ มันจะไม่ทำ
 
เมื่อเราทราบข้อมูลเหล่านี้แล้วจะทำให้เราสามารถต่อสู้กับมันได้ง่ายขึ้น
ขั้นต่อไปจะเป็นกลยุทธในการต่อสู้กับเหล่าแมลงสาบ
 
 
การเตรียมตัว
 
เมื่อเราได้พบเห็นแมลงสาบก่อนอื่นเราต้องดูสมรภูมิรบก่อนว่าเป็นสมรภูมิแบบใดเช่น ที่กว้างหรือที่แคบ พื้นเปียกได้หรือไม่ มันอยู่ที่ต่ำหรือที่สูง แล้วจึงทำการเลือกอาวุธที่เหมาะสมกับสถานการณ์ดังกล่าว
ในการรบสิ่งแรกที่เราต้องจำไว้เสมอนั่นคือ แมลงสาบจะได้เปรียบเราเมื่อมันอยู่ในพื้นที่ที่ตั้งฉากกับพื้นราบ เพราะในสมรภูมิดังกล่าวมันสามารถที่จะบินโจมตีได้ เราจึงควรทำการใด ๆ ก็ตามไม่ว่าจะเป็นการหลอกล่อ การใช้กำลัง เพื่อให้แมลงสาบลงมาอยู่ที่พื้นราบ เราจึงจะเป็นฝ่ายได้เปรียบมัน
 
 
อาวุธ
 
อาวุธที่เราสามารถใช้ได้และสามารถหาได้ง่าย ๆ ในบ้านของเรามีมากมายดังนี้
 
1.ยาฆ่าแมลง
ข้อดี
ยาฆ่าแมลงสามารถฆ่าแมลงสาบได้โดยที่เราไม่ต้องเห็นตัวหรือไม่ต้องถึงเนื้อถึงตัวมันมาก เพียงแค่บอกญาติ ๆ ของเราว่าวันนี้จะฉีดยาฆ่าแมลงนะ แล้วก็ฉีดไปเพียงเท่านี้เจ้าแมลงร้ายก็จะสิ้นใจลงอย่างสงบ
ข้อเสีย
นอกจากยาฆ่าแมลงจะทำร้ายผู้ที่ฉีดเองแล้ว มันยังมีผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอนอีกด้วย บางครั้งสารเคมีที่เจ้าแมลงสาบได้รับมันมีน้อยเกินไปมันก็ไม่ตาย นอกจากนี้ถ้ามันไม่ตายมันจะสามารถปรับตัวเองให้ทนต่อสารเคมีชนิดนั้นได้อย่างรวดเร็ว หรือถ้าหากมันตายเจ้าแมลงสาบตัวอื่นมากินศพของมัน เจ้าตัวที่กินลงไปก็จะมีภูมิคุ้มกันขึ้นมาทันที วิธีนี้จึงไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่งเพราะยิ่งใช่ยาฆ่าแมลงมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งแข็งแรงขึ้นเท่านั้น
 
2.ไม้กวาด
ไม้กวาดนอกจากจะสามารถฆ่าแมลงสาบได้ด้วยตัวเองแล้ว ยังสามารถใช้ในการไล่ให้มันลงมาอยู่ที่พื้นเพื่อให้เราอยู่ในสมรภูมิที่ได้เปรียบอีกด้วย วิธีใช้ง่าย ๆ คือ ใช้ด้านที่เป็นดอกหญ้าตีลงไปที่ตัวของมันสุดแรง (ย้ำว่าใช้ส่วนนิ่มนะครับอย่างใช้ส่วนที่เป็นด้ามเพราะว่ามันจะทำให้ไส้ของมันทะลักติดออกมาแล้วใครจะกล้าใช้ไม้กวาดต่อ) ครั้งแรกจะทำให้แมลงสาบมันมึนและหงายท้อง จังหวะนี้ให้ตีซ้ำลงไปครั้งที่ 2 จะทำให้มันนิ่งไป เพื่อให้แน่ใจควรตีซ้ำลงไปอีกครั้งจนกว่ามันจะตาย แต่จงจำไว้ว่าแมลงสาบเป็นสัตว์เจ้าเล่ห์ มันอาจแกล้งทำเป็นตายให้เราตายใจและหนีในภายหลังจึงควรเก็บกวาดศพโดยเร็วและเอาไปทิ้งนอกบ้าน
ข้อดี
ไม้กวาดเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายในบ้านทุกบ้านต้องมี นอกจากนี้ยังไม่ทำให้สภาพศพของมันเละอีกด้วย
ข้อเสีย
เนื่องด้วยเราจำเป็นต้องใช้ด้านที่นิ่มตีลงไป ทำให้ไม่สามรถแน่ใจได้ว่ามันตายจริงงรึปล่าว นอกจากนี้ยังต้องตีซ้ำลงไปหลาย ๆ ทีกว่าที่เจ้าแมลงสาบมันจะนิ่งไป
 
3.ตีน
ตีน เป็นอาวุธที่หาได้ง่ายมาก เพราะมันติดตัวเราอยู่ตลอดเวลาสามารถเลือกใช้ได้ทุกครั้งที่ต้องการ
ข้อดี
ตีนเป็นอาวุธที่เราสามารถโจมตีได้โดยไม่ต้องไปเสียเวลาหา ใช้ก็ง่ายแค่เดินเข้าไปยกตีนแล้วเหยียบลงบนตัวมันแค่นี้ก็เป็นอันจบสิ้น ถ้าเหยียบโดนรับรองได้ว่าตายแน่นอน 100 % ตีนจึงเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพอย่างมากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ข้อเสีย
ถึงแม้ตีนจะสามารถฆ่าแมลงสาบได้อย่างดีก็ตาม แต่ถึงอย่างไรมันก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใช้ด้วย เพราะการใช้ตีนนั้น ผู้ใช้ต้องใจถึงพอสมควรและต้องวัดใจกับแมลงสาบเพราะว่าถ้าหากผู้ใช้ไม่มั่นใจเหยียบพลาดมันเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้กับแมลงสาบกลับมาโจมตีเราได้ นอกจากนี้ผู้ใช้ยังต้องคำนึงถึงว่าเจ้าแมลงสาบมันจะมาเละอยู่ใต้ฝ่าตีนของท่าน ท่านจะรู้สึกถึงมวลบางอย่างค่อย ๆ เละเสียงดังกรอบแกรบน่าขยะแขยงอยู่ใต้ฝ่าเท้าของท่าน และเมื่อยกเท้าขึ้นมาถ้าโชคร้ายอวัยวะบางส่วนของมันก็จะติดเท้าเราขึ้นมาด้วย การใช้อาวุธชนิดนี้จึงแนะนำให้ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ที่เรียกว่ารองเท้า จะช่วยลดความน่าขยะแขยงลงได้
 
4.น้ำผสมผงซักฟอก
เคยเรียนในวิชาชีววิทยา สอนโดยอาจารย์คนหนึ่งที่หน้าเหมือนน้อย โพธิ์งามเค้าบอกว่าแมลงจะมีรูหายใจอยู่ที่ท้องของมัน ถ้าโดนผงซักฟอก ฟองสบู่จะไปอุดรูหายใจจนมันหายใจไม่ออกตาย
ข้อดี
ในห้องน้ำที่พื้นผิวสามารถเปียกได้คุณสามารถใช้วิธีนี้ได้โดยไม่ต้องเดินไปหาอาวุธที่ไหนไกลเพียงแค่ท่านใช้สบู่ ยาสระผมหรืออะไรก็ตามที่เมื่อผสมน้ำแล้วจะเกิดฟองขึ้นมา แล้วราดใส่ตัวมันเพียงเท่านั้นเจ้าแมลงสาบตัวร้ายก็จะไปสู่สุขคติ วิธีนี้รับรองว่าได้ผล 100 % เช่นกัน
ข้อเสีย
นอกจากวิธีนี้จะไม่สามารถใช้ได้ในพื้นผิวที่ไม่สามารถเปียกน้ำได้ เช่น ห้องนอน ห้องรับแขกแล้ว ท่านยังจำเป็นต้องมีพื้นที่พอสมควรให้เจ้าแมลงสาบตัวน้อยได้ดิ้นอย่างรุนแรงก่อนที่มันจะสิ้นใจอีกด้วย ท่านลองนึกภาพเวลามีใครซักคนมาอุดจมูกของท่าน แน่นอนว่าท่านจะต้องดิ้นแบบสุดลมหายใจก่อนที่จะหมดลมไป แมลงสาบก็เช่นเดียวกันมันจะดิ้นอย่างรุนแรงไปทั่วพื้นที่ห้องน้ำดิ้นอย่างเอาเป็นเอาตาย ขาของมันจะตวัดไปมาอย่างเร็วน่าเกลียดยิ่งนัก ถ้าหากท่านไม่ระวังมันจะดิ้นเข้ามาหาท่าน แล้วความสยองก็จะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าแมลงสาบที่น่ารักมันดิ้นมาโดนเท้าของท่าน วิธีนี้จึงควรใช้ในสมรภูมิที่เราอยู่ต่างระดับกับเจ้าแมลงสาบหรือมีอะไรมากั้นไม่ให้มันเข้ามาหาตัวเราได้
 
5.น้ำร้อน
เมื่อแมลงสาบตัวน้อยถูกน้ำที่มีอุณหภูมิ 100 องศา เซลในร่างกายของมันก็จะสุกซึ่งทำให้เจ้าแมลงสาบสิ้นใจลง
ข้อดี
วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างดีทีเดียวเพราะว่าเมื่อมันโดนน้ำร้อนนอกจากว่ามันจะตายแบบแน่นอน 100 % แล้ว มันยังตายทันทีไม่ดิ้นเหมือนโดนผงซักฟอกอีกด้วย ถือว่าเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนี้สภาพศพยังสวยงามไม่เละเหมือนโดนตีนจึงง่ายต่อการเก็บกวาด
ข้อเสีย
เช่นเดียวกับผงซักฟอก อาวุธชนิดนี้สามารถใช้ได้เฉพาะกับพื้นผิวที่สามารถเปียกน้ำได้ นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่เรียกว่าหาไม่ง่ายนักเพราะต้องมีเครื่องทำน้ำร้อนที่ร้อนอยู่จึงจะสามารถใช้ได้ และในบางกรณีเช่นตอนที่เราอยู่ในห้องน้ำไม่สามารถออกมาเอาน้ำได้เราก็ไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้ 
 
ครับ วิธีทั้งหมดเป็นวิธีที่ใช้กำจัดแมลงสาบได้อย่างมีประสิทธิผลที่สุดที่ผมคิดค้นได้ หวังว่าจะได้รับประโยชน์ไปไม่มากก็น้อยนะครับ
 

 
ปล.
1.ขอแสดงความยินดีกับตัวเองในตำแหน่ง Pason's The Most Hate Man of The World Awards Winners 2005
2.รู้สึกพักนี้เห็นชื่อตัวเองไปปรากฏอยู่ในสเปซของหลาย ๆ คน ก็แอบดีใจนะครับ แต่ช่วยเขียนถึงผมในแง่ดีมั่งเถอะนะครับ
3.ช่วงนี้แอบสังเกตุว่าคุณนิติชัย นี่ไปคอมเม้นให้ชาวบ้านต้องพาดพิงผม (หมายถึงตัวผมนะครับไม่ใช่ผมน้อย ๆ บนหัวของเขา) ตลอดเลยนะครับ แหม คุณหวีหายไปคุณนี่ทำหน้าที่แทนได้อย่างไม่บกพร่องเลยนะครับ
4.ช่วงนี้รู้สึกว่าจะมีการละเล่นใหม่ที่นำเข้ามาโดยน้องเอยคือการเอาชื่อของตนเองไปเปลี่ยนเป็นชื่อต่าง ๆ ครับฟังดูไร้สาระแต่ก็เล่นกันทุกคน แน่นอนนายอาทิดก็เล่นครับ ชื่อก็มีหลายชื่อครับแต่ที่ผมจำได้ คือ ถ้าผมเป็นเจไดผมจะชื่อChewbecca Callissian และถ้าเป็นอาหารผมจะชื่อ Spaghetti Chocolate Milk and a Nice Yummy Slice of Choccolate Cake ถ้าเป็นซุปเปอร์ฮีโร่จะชื่อ Spider Super Cool Laser Hell Man ครับ แหมคนคิดเวบนี้นี่ก็ท่าทางเวลาว่างเยอะดีนะครับ 
5.มีเพลงมาให้ฟังใน media player แต่งเองครับ 555 ฟังแล้วอาจจะง่วงนอนนิด ๆ นะ
 
10月30日

แมลงสาบ Part I

 
เคยแอบมานั่งคิดกันเล่น ๆ มั๊ยว่าสัตว์ชนิดต่าง ๆ เกิดมาทำไม
สัตว์บางชนิดที่มีอายุสั้น ๆ เช่น แมลงต่าง ๆ มันเกิดมาเพื่ออะไร
บางชนิดเกิดมาเพียงเพื่อดำรงค์เผ่าพันธุ์ของตนเอง
บางชนิดเกิดมาเพื่อสร้างอาณาจักรของตนเองให้ยิ่งใหญ่ทั้ง ๆ ที่ชีวิตของตัวเองแสนจะสั้น
บางชนิดเกิดมาเพื่อสร้างสีสันให้กับโลกใบนี้
 
แต่มีอยู่ชนิดหนึ่งที่ผมมักจะใช้เวลาว่าง(ที่มีเหลือเฟือ)ของผมนั่งคิดอยู่เสมอว่ามันเกิดมาทำไม
นั่นคือ...แมลงสาบ
 
แมลงสาบไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้กับใครเลย
กินก็ไม่ได้ ขยันก็ไม่ขยัน สวยก็ไม่สวย
 
...แล้วมันเกิดมาทำไม...
 
คำตอบที่น่าจะดูเหมาะสมที่สุด คือ มันเกิดมาเพื่อทำให้คนกลัว
 
ลองคิดดู
 
จะมีสัตว์ซักกี่ชนิดที่คุณนั่งกินข้าวอยู่ดี ๆ มันบินมาเกาะไหล่คุณ และเซฮัลโหลกับคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามคุณ 
จะมีสัตว์ซักกี่ชนิดที่ดักรอคุณในห้องน้ำแล้วโผล่ออกมาตอนที่คุณไม่สามารถหนีไปไหนได้
จะมีสัตว์ซักกี่ชนิดที่นอนรอในกองหนังสือเพื่อรอวันที่คุณหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมา
จะมีสัตว์ซักกี่ชนิดที่เวลาคุณวิ่งเข้าไปหามัน มันจะวิ่งตรงกลับเข้ามาหาคุณ
จะมีสัตว์ซักกี่ชนิดที่ไม่ว่าในห้องจะมีคนกี่คนหรือเฟอร์นิเจอร์กี่ชิ้นแต่คนที่โดนเกาะ คือ คนที่กลัวมันมากที่สุด
 
เท่านั้นยังไม่พอ
 
เรื่องราวของคน ๆ หนึ่งที่พึ่งได้พบมากับตัวเมื่อไม่นานมานี้เป็นสิ่งยืนยันทฤษฎีนี้ได้เป็นอย่างดี
 
......................................
 
...ในตอนเที่ยงของวันที่ 30 ตุลาคม 2548
ขณะที่นายอาทิดกำลังเดินอยู่ในบ้าน
 
ทันใดนั้นเอง...
 
สายตาของเขาก็ได้ไปสะดุดเข้ากับแมลงสาบตัวหนึ่งที่ฝาผนัง
เขารีบเดินไปที่ห้องเก็บของและหยิบไบก้อนมาเพื่อจะฆ่ามัน 
แต่เมื่อเขาเดินกลับมาถึงที่เดิม...เจ้าแมลงสาบตัวนั้น...
 
...มันหายไปแล้ว...
 
จากประสบการณ์ของเขา เขาทราบได้ในทันทีว่ามันไม่ได้หนีไปไหน
หากแต่ว่ามันเข้าหาที่ซุ่ม...เพื่อรอจังหวะในการบินโจมตีซึ่งเป็นไม้ตายของมันมาแต่สมัยโบราณกาล
 
เขาค่อย ๆ มองไปรอบ ๆ ตัว อย่างช้า ๆ มองไปตามซอกหลืบต่าง ๆ ที่พอจะเป็นที่ซ่อนตัวของมันได้
 
...ทันใดนั้น...
โดยที่เขาไม่รู้ตัว...ไอ้แมลงสาบตัวเดิมมันบินโฉบเข้ามาทางด้านหลังของเขา
เขาตกใจอย่างมาก
การโจมตีของมันจากทางด้านหลังทำให้เขาหมดโอกาสที่จะหลบหลีกการโจมตีครั้งนี้
เขาได้แต่เตรียมใจรับการโจมตีของเจ้าสัตว์ประหลาดหน้าเกลียดตัวนั้นอย่างขมขื่น
 
แต่เดชะบุญ!!!
 
มันพลาดเป้า!!!
 
ร่างของมันลงไปเกาะอยู่ที่พื้น
 
เขารู้ได้ทันทีว่าที่พื้นเป็นสมรภูมิที่เขาจะได้เปรียบมัน
เพราะมันไม่สามารถบินได้เมื่ออยู่ที่พื้น
แต่สิ่งที่เขาต้องระวัง คือ มันจะวิ่งเข้ามาไต่ขาของเขา
 
แน่นอนเจ้าตัวประหลาดทราบดีถึงจุดอ่อนของตัวเองเช่นกัน
มันลังเลอยู่ซักพักก่อนที่จะพลิกตัวและวิ่งหนี
 
เขาไม่รอช้า รีบเอาไบก้อนในมือฉีดใส่ร่างของมันอย่างจัง
 
เจ้าตัวร้ายดิ้นอย่างทรมานอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่มันจะแน่นิ่งไป
เพื่อให้แน่ใจ...เขาจึงรวบรวมความกล้าและเดินเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อฉีดไบก้อนซ้ำใส่ตัวมัน
 
แต่ไม่ทันที่เขาจะได้ฉีดเป็นครั้งที่ 2
สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
 
แมลงสาบตัวนั้นที่แน่นิ่งอยู่กับพื้น มันใช้แรงเฮือกสุดท้ายของมันกระโดดขึ้นมา!!!
ส่งร่างของมันเฉียดปลายจมูกของเขาไปเพียงนิดเดียว
 
เขาตกใจผงะล้มลงมานั่งกับพื้น ในขณะที่เจ้าวายร้ายกลับไปนอนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม
และแล้วมันก็ตายจากโลกนี้ไปอย่างสงบ
 
..........................
 
ลองคิดกันดูเล่น ๆ
  • ถ้าคุณเป็นสัตว์ทั่วไปคุณรู้ว่ามีคนจะทำร้ายคุณ ทำไมคุณไม่หนีแต่คุณกลับหาที่ซ่อนเพื่อหาโอกาสที่จะกลับมาทำร้ายเขา
  • จากประสบการณ์ที่ผมได้เห็นทำให้ทราบว่ามันได้รับการฝึกมาอย่างดีก่อนที่จะออกมาสู่โลกภายนอก ทั้งเรื่องการแฝงตัว การโจมตี และการหลอกล่อต่าง ๆ มันทำเพื่ออะไร
  • แม้แต่ตอนที่มันใกล้ตาย มันยังใช้พลังเฮือกสุดท้ายในการทำให้คน ๆ นึงตกใจ ก่อนที่มันจะไปสู่สุขคติราวกับว่ามันได้ทำหน้าที่ในส่วนของมันเสร็จสิ้นไปแล้ว มันทำทำไม

จากเหตุการณ์ที่ผมได้พบทำให้ผมสามารถหาคำตอบได้ทันทีว่า สัตว์ชนิดนี้มันเกิดมาเพื่อทำให้คนกลัว ยิ่งเมื่อนำไปโยงกับสิ่งที่ผมเคยเจอมาก่อนหน้านี้ยิ่งทำให้ความเชื่อดังกล่าวของผมดูหนักแน่นขึ้นมาในทันใด

 

จากการวิเคราะห์ต่อไป ทำให้ผมคิดอะไรออกอีกหลายอย่าง เช่น

  • ร้านอาหารไหนมีแมลงสาบร้านนั้นอาหารอร่อย(แต่ต้องไม่มาอยู่ในชามนะ)
  • คนที่ไม่กลัวแมลงสาบ คุณโชคดีมาก
  • ผู้ชายที่กล้าจับแมลงสาบด้วยมือเปล่า ไม่น่าคบ
  • ผู้หญิงที่กล้าจับแมลงสาบด้วยมือเปล่า ไม่ควรจีบ
  • พวกซัดดัม บินลาเด็นมันจะกลัวแมลงสาบป่าววะ

ครับ,มาถึงบรรทัดนี้พอรู้ตัวอีกทีก็เลอะเทอะไปไกลแล้วครับ แต่ยังครับ ยังมีเลอะเทอะกว่านี้อีกมากแต่เกรงว่าถ้าเขียนแล้วมันจะยิ่งยาว เดี๋ยวจะบ่นกันอีก เอาไว้ต่อบล๊อกหน้าละกัน เป็นเรื่องที่ว่าด้วยกลยุทธและการต่อสู้กับแมลงสาบครับรับรองว่ามีสาระแน่นอนครับ

 


ปล...

1.ขอบคุณโอ๊ต สครับ หยก ลีด ม. น้องยศ ไอ้นัว ไอ้ขนและอีแอร์ที่มาช่วยออกกองทั้ง 2 วัน

2.กลิ่นของหน้าหนาวเริ่มเข้ามาเตะจมูกแล้ว ช่วงนี้ระวังสุขภาพกันด้วยนะครับ

  

 
第 1 张,共 26 张